Apremilast รักษาโรคข้ออักเสบสะเก็ดเงิน
Apremilast (Otezla) เป็นยากินตัวแรกที่ได้รับอนุมัติจาก US FDA ให้ใช้รักษาโรคข้ออักเสบสะเก็ดเงิน (Psoriatic Arthritis หรือ PsA) ระยะกำเริบในผู้ใหญ่ ออกฤทธิ์โดยการยับยั้งเอนไซม์ phosphodiesterase-4 (PDE-4) อย่างเจาะจง
โรคข้ออักเสบสะเก็ดเงิน (PsA) เป็นโรคข้อชนิดหนึ่งที่พบในผู้ที่เป็นโรคสะเก็ดเงิน มีภาวะที่ผิวหนังเป็นผื่นแดง มีสะเก็ดหลุดเป็นขุยสีเงิน ส่วนใหญ่มักเป็นโรคสะเก็ดเงินก่อน ต่อมาจึงเป็นโรคข้ออักเสบ โดยเกิดในข้อต่อต่าง ๆ ทั่วร่างกาย เช่น ข้อต่อนิ้ว กระดูกสันหลัง อาจมีอาการเล็ก ๆ น้อย ๆ ไปจนถึงอาการรุนแรง เจ็บปวดมากจนไม่สามารถดำเนินกิจวัตรประจำวันได้
ปัจจุบันนี้ยังไม่มียารักษาโรคข้ออักเสบ โดยเฉพาะการรักษาตามอาการ ไม่มีวิธีป้องกันข้อต่อไม่ให้ถูกทำลาย หากไม่ได้รับการรักษาอาจถึงขั้นพิการได้ ลักษณะของโรคข้ออักเสบสะเก็ดเงินคือ มีกล้ามเนื้อตึงและบวมรอบ ๆ ข้อ
Dr.Alvin Wells ผู้อำนวยการศูนย์รูมาโตโลยี และอิมมูโนวิทยาบำบัด กล่าวว่า การอนุมัติยาใหม่ Otezla มีความสำคัญต่อคนไข้โรคข้ออักเสบสะเก็ดเงินซึ่งมีอาการเจ็บปวดมากจนไม่สามารถดำเนินกิจวัตรประจำวันได้ บัดนี้แพทย์เละคนไข้มีทางเลือกโดยใช้ยา Otezla ซึ่งได้ผลทั้งในคนไข้ที่เคยได้รับการรักษามาแล้ว หรือยังไม่เคยได้รับการรักษาเลย
ประสิทธิภาพและความปลอดภัยของยา Otezla ได้จากผลการวิจัยในหลายศูนย์การแพทย์ แบบสุ่มตัวอย่างและ ปกปิดสองทาง มีกลุ่มควบคุมทั้งหมดโดยมี 3 โครงการวิจัยคือ PALACE 1, 2 และ 3 ซึ่งเป็นการศึกษาในคนไข้ผู้ใหญ่ที่มี PsA กำเริบ และไม่สามารถควบคุมด้วยยารักษาปกติคือ ยา disease modifying anti-rheumatic drugs (DMARDs) และ/หรือใช้สารชีววัตถุ มากกว่า 75% ของคนไข้เคยได้รับยา DMARDs มาก่อน อีก 22% เป็นคนไข้ที่เคยใช้ยาชีววัตถุ
ผลการรักษาด้วย Otezla มีทั้งการใช้เดี่ยว หรือใช้ร่วมกับ DMARDs เทียบกับกลุ่มควบคุมที่ได้รับยา DMARDs พบว่าในกลุ่มที่ใช้ยา Otezla มีอาการดีขึ้น โดยวัดผลจากค่า ACR 20 response [American College of Rheumatology (ACR)] สเกลที่สัปดาห์ที่ 16 พบว่าผู้ที่ใช้ยา Otezla 30 มก. วันละ 2 ครั้ง ได้ผลดีขึ้น 38% ในขณะที่กลุ่มควบคุมได้ผลดีขึ้น 19% ผลที่ได้จากโครงการวิจัย PALACE 2 และ 3 ก็คล้ายคลึงกัน
ลักษณะของโรคข้ออักเสบสะเก็ดเงินคือ มีกล้ามเนื้อตึงและบวมรอบ ๆ ข้อที่สัปดาห์ที่ 16 ของการรักษา คนไข้ที่ใช้ยา Otezla มีการบวมของเอ็นและข้อลดลงเมื่อเทียบกับกลุ่มควบคุมที่ได้รับยาหลอก การรักษาด้วยยา Otezla มีการวัดค่า ACR 7 ตัว เปรียบเทียบกับยาหลอกแล้วพบว่า ได้ผลบวกในกลุ่มที่ใช้ยา Otezla ที่สัปดาห์ที่ 16 และมีการทำงานทางกิจกรรมกายภาพดีขึ้น
ผลการทดลองทางคลินิกจะพบอาการข้างเคียงส่วนใหญ่เกิดใน 2 สัปดาห์แรก และจะค่อย ๆ ทุเลาลงเมื่อใช้ยาต่อไป อาการข้างเคียงเกิดประมาณ 2% ของคนไข้ที่ใช้ยา Otezla 30 มก. วันละ 2 ครั้งที่สัปดาห์ที่ 16 ส่วนผู้ที่ใช้ยาหลอกอาการข้างเคียงจะลดลงราว 1% ที่สัปดาห์ที่ 16 อาการเหล่านี้ ได้แก่ ท้องเสีย คลื่นไส้ ปวดศีรษะ ปวดติดเชื้อ อาเจียน ลำคออักเสบ และปวดท้องส่วนบน คนไข้หยุดใช้ยาต่อเนื่องจากการเกิดอาการข้างเคียงราว 4.6% ในกลุ่มที่ใช้ยา Otezla และ 1.2% ในกลุ่มที่ใช้ยาหลอก ส่วนใหญ่เลิกใช้ยาเพราะท้องเสียและปวดศีรษะ